นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Origin Books และผู้เขียน ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
ผู้ใดทำสำเนา/คัดลอก/แอบอ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีความผิดและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

Project RTO – Level 0
Prologue: After the Crisis
Auther & Ilustrator: C.T.Lunatica

          แสงแดดอ่อน ๆ ที่ผ่านเข้ามาในห้องพักเล็กๆ แห่งนี้
          อากาศที่แสนจะสดชื่นแจ่มใสไร้มลพิษในช่วงหัววัน
          ทุกสัมผัสที่อ่อนนุ่มขณะที่แอ่นเอนกายบนผืนเตียงพร้อมผ้าห่มนุ่ม ๆ ชวนให้เคลิบเคลิ้มไปกับการพักผ่อน
          พร้อมกันนั้นเสียงนาฬิกาปลุกเพลงโปรดจากโทรศัพท์มือถือคู่ใจก็ได้ดังขึ้นต้อนรับวันใหม่

 

          อืม… เช้าแล้วสินะ…

 

          ถึงจะดูเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาของมนุษย์เดินดินกินข้าวแกงทั่ว ๆ ไป แต่สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นทหารสังกัดพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติอย่างฉัน ชีวิตที่แสนจะสุขสบายแบบนี้มันไม่ค่อยได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ส่วนใหญ่ก็จะต้องไปนอนกลางดินกินกลางทราย ถึงจะมีห้องพักคอนโดมีเนียมเป็นของตัวเองก็ไม่ค่อยได้อยู่เลยด้วยซ้ำ แต่ชีวิตที่เป็นแบบนี้มันก็ดูจะเหมาะกับขาลุยอย่างฉันอยู่นะ

 

          หลังจากที่ฉันบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงพักใหญ่จนรู้สึกเริ่มสบายตัว ฉันก็ลุกจากเตียงไปหยิบผ้าขนหนูสีเขียวเข้มที่แขวนอยู่ตรงราวเหล็กปลายเตียงและเดินผ่านเข้าไปยังประตูห้องน้ำ จากนั้นก็ค่อย ๆ เปลื้องผ้าออกทีละชิ้นใส่ลงตระกร้าแล้วห่มคลุมร่างกายด้วยผ้าขนหนูก่อนที่จะเดินตรงเข้าไปเปิดฝักบัวเพื่ออาบน้ำชำร่างกายให้สดชื่นพร้อมรับวันใหม่

 

          ขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปยังห้องอาบน้ำ ฉันก็เดินผ่านกระจกเงาบานใหญ่เท่ากับตัว ทำให้ได้เห็นเงาของตัวฉันเองที่ไม่เคยได้เห็นเลยมาตลอด 3 สัปดาห์อย่างชัดเจน ทั้งผมยาวตรงสีทองที่ยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าที่เรียวได้รูปทรง ดวงตาสีเขียวมรกตสดใสแวววาวทั้งสองข้าง ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ และเรือนร่างของฉันที่มีผิวค่อนข้างขาวนวลภายใต้ผ้าขนหนูผืนใหญ่สีเขียวที่ห่มคลุมร่างกาย ทุกครั้งที่ฉันได้เห็นมันก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าเพราะอะไรผิวพรรณและรูปร่างของฉันดูเหมือนไม่ใช่ทหารที่ผ่านการรบมาอย่างโชกโชน

 

          “ฮ้า!…”

 

          หลังจากปลดผ้าขนหนูออกจากตัว หยดน้ำจำนวนมหาศาลที่ไหลรินออกจากรูเล็ก ๆ หลายสิบรูของฝักบัวได้สาดใส่เข้าที่ร่างกายของฉันราวกับสายฝนที่กำลังร่วงหล่นลงพื้นดินในทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องอาบน้ำแล้วเปิดก๊อกฝักบัว ทุกสัมผัลจากหยดน้ำที่พรมลงมาทั้งบนใบหน้า เส้นผม เนินอก ลำตัว แขน และขา ทุกเสียงสัมผัสของหยดน้ำที่ตกกระทบลำตัวและพื้นของห้องอาบน้ำ มันทำให้รู้สึกสดชื่นผ่อนคลายราวกับได้ขึ้นสวรรค์จนเผลอเปล่งเสียงออกมา ซึ่งมันไม่แปลกอะไรสำหรับฉันที่จะรู้สึกสบายตัวได้มากมายขนาดนี้ เพราะไม่บ่อยนักทีฉันจะได้อาบน้ำชำระร่างกายได้อย่างสบายใจ

 

          แต่จะว่าไปมันก็น่าแปลกดีไม่น้อย ทุกครั้งที่ฉันได้อาบน้ำสบาย ๆ ในห้องน้ำส่วนตัวของตัวเองทีไร ฉันมักจะนึกถึงภาพและความรู้สึกเก่า ๆ จากการปฏิบัติภารกิจของฉันตลอด 7 ปีที่ผ่านมา มีทั้งเรื่องเลวร้ายและความลำบากยากเข็นถึงที่สุด มีทั้งภารกิจที่ทั้งง่ายและยาก มันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและทำให้ใครหลายคนรวมทั้งตัวฉันต้องทนทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ คิดแล้วก็ทำให้เศร้าใจอยู่ลึก ๆ ไม่น้อยเลย

 

          จากความยากลำบากที่มวลมนุษยชาติต้องเผชิญเคราะห์กรรมมาตลอด 7 ปีเต็ม ในที่สุดสันติสุขที่มนุษย์ธรรมดา โหยหามาตลอดก็ได้มันมาอยู่ในกำมือ จากชีวิตที่แสนเสี่ยงอันตรายในช่วงเวลานั้น จากการรบราฆ่าฟันของประเทศมหาอำนาจที่กลายสภาพมาเป็นสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์กับพวกหุ่นยนต์ที่ทรงภูมิปัญญา แน่นอนว่าฉันเองก็ต้องเข้าร่วมกับสมรภูมินรกนั่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ การต่อสู้ที่โหดร้ายไร้ความปราณีและกินระยะเวลายาวนานร่วม 2 ปีนั้นถูกขนานนามว่า “สงครามโลกครั้งที่ 3” ในเวลาต่อมา และพวกเราเหล่ามนุษย์สองมือสองเท้าก็ได้รับชัยชนะมาได้ในที่สุด แต่มันช่างเป็นชัยชนะที่ได้มาอย่างขมขื่น และกว่าที่ฉันจะได้กลับมาใช้ชีวิตในคอนโดแห่งนี้ก็กินเวลานานกว่า 5 ปีเข้าไปแล้ว

 

          แต่ก็ช่างมันเถอะ… เหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้โลกก็สงบสุขและอยู่ระหว่างการบูรณะฟื้นฟูอารยธรรมแล้วด้วย แม้ภารกิจตลอด 5 ปีหลังของฉันจะไม่ได้เกี่ยวกับการสู้รบ แต่ก็เป็นงานที่ใหญ่และเหนื่อย โชคดีหน่อยที่ภารกิจการฟื้นฟูอารยธรรมในส่วนของสังกัดหน่วยที่ฉันดูแลผ่านไปได้ด้วยดี ฉันเลยได้รับอนุญาตจากผู้คับบัญชาให้มาพักผ่อนได้อย่างสบายใจแบบนี้

 

          หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่น และแปรงฟันจนสะอาดสะอ้านแล้ว ฉันก็เดินไปหยิบเสื้อเชิร์ทตัวใหญ่สีขาวโปร่งและกางเกงขาสั้นสีเขียวลายพรางมาสวมใส่ปกปิดร่างกาย ก่อนที่จะเดินไปที่ราวเหล็กปลายเตียงเพื่อแขวนผ้าขนหนูและเดินไปชงกาแฟที่เคาท์เตอร์วางของที่มีหนังสือพิมพ์ฉบับของเมื่อวานที่ยังไม่ได้อ่านวางอยู่ถัดจากราวเหล็กไม่ไกลนัก ยามเช้าแบบนี้ก็ต้องกาแฟกับหนังสืพิมพ์นี่แหละ
 
          แต่ยังไม่ทันที่จะได้หยิบช้อนขึ้นมาตักกาแฟเสียด้วยซ้ำ…

 

          ตี๊ด!! ตี๊ด!! ตี๊ด!! ตี๊ด!! ตี๊ด!! ตี๊ด!! ตี๊ด!! ตี๊ด!! ตี๊ด!!

 

          เสียงโทรศัพท์มือถือที่ฉันวางไว้บนหัวเตียงก็ดังขึ้นมาทันที ฉันเลยต้องวางมือจากการชงกาแฟดื่มยามเช้าเพื่อรีบเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย โดยไม่ทันสังเกตชื่อที่ขึ้นบนหน้าจอเลยว่าเป็นใคร

 

          “สวัสดีค่ะ…”
          “ว่าไงผู้พันมือใหม่…” เสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่ทั้งคุ้นเคยและให้ความรู้สึกสุขุมเยือกเย็นดังขึ้นมาจากในโทรศัพท์ “…นี่ผมเองนะ”
          “เอ๊ะ!? สะ…สวัสดีค่ะผู้การฮิวจ์!!” 
          “ฮ่า ๆ ๆ !! ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้คุณมาเนีย!! นี่โทรศัพท์กันส่วนตัวนะ”

 

          เสียงของผู้ชายในโทรศัพท์ก็คือเสียงของพลตรีฮิวจ์ แจ็คส์ ผู้บังคับการของหน่วยที่ฉันสังกัด ซึ่งตัวฉัน มาเนีย แดซเลอร์ ก็รู้สึกเกร็ง ๆ เวลาพูดคุยกับผู้บังคับบัญชาเป็นธรรมดา เพราะส่วนใหญ่ฉันและผู้การฮิวจ์จะอยู่กันแต่ในพื้นที่ปฏิบัติการ การพูดคุยส่วนใหญ่จึงเป็นในลักษณะทางการมากกกว่าการพูดคุยตามปกติ

 

          “ค…ค่ะ… ฉันไม่ค่อยชินเวลาคุยกันแบบนี้ค่ะ” ฉันเริ่มคุยกับผู้การฮิวจ์ด้วยท่าทีที่สบาย ๆ กว่าเดิม
          “ไม่แปลกหรอก กว่าจะได้กลับมาพักผ่อนทั้งทีนี่เนอะ” ผู้การคุยด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ยังไงก็ขอโทษแล้วกันที่โทรมาแต่เช้าแบบนี้ พอดีว่ามีเรื่องด่วนจากเบื้องบนมาน่ะ…”
          “ภารกิจใหม่สินะคะ…เฮ้อ!! แอบเบื่อเหมือนกันนะเนี่ยะ ยังพักไม่ถึง 2 วันเลย” ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ๆ ก่อนที่จะใช้แขนซ้ายกอดอกแล้วล้มตัวนั่งไขว่ห้างบนปลายเตียง
          “ก็ช่วยไม่ได้นี่นา คุณเป็นทหารระดับแนวหน้าของ IASF เลยนะ จะได้ออกภารกิจบ่อย ๆ ก็ไม่แปลกหรอกมั้ง” ผู้การกล่าวชม
          “ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอกค่ะ ก็แค่ทำไปตามหน้าที่”
          “แล้วถ้าไม่เก่งจะเลื่อนขั้นจากสิบเอกมาเป็นพันตรีได้ภายใน 7 ปีเลยเรอะ? ฮ่า ๆ ๆ ๆ “

 

ProjectRTO-Level0-1_Sample2

 

          ผู้การอาจจะกล่าวเกินจริงไปบ้าง แต่ฉันก็ไม่ได้ตอบไปเพราะว่าถ่อมตัวเลยแม้แต่น้อย เพราะในใจลึก ๆ ของฉันที่มาเข้าสังกัด IASF หรือ หน่วยปฏิบัติการพิเศษต่อต้านการก่อการร้ายสากล ซึ่งขึ้นตรงต่อองค์การสหประชาชาติ ก็เพราะต้องการย้ายจากสังกัดเก่าเข้ามาอยู่ในหน่วยงานที่มีภารกิจต่อต้านการก่อการร้ายโดยตรงอยู่แล้ว

 

          “ภารกิจอะไรหรอคะ? แต่ท่านโทรศัพท์มาแบบนี้คงไม่ใช่ภารกิจลับหรอก…” ฉันเดาจากรูปการณ์ เพราะการโทรศัพท์สามารถถูกดักฟังได้เสมอ การแจงรายละเอียดภารกิจทางทหารจากการโทรศัพท์จึงไม่น่าจะใช่ภารกิจลับอะไร
          “ก็ไม่เชิงหรอกนะ… ตอนนี้ยังชี้วัดไม่ได้ว่ามันจะเป็นภัยต่อความมั่นคงได้ขนาดไหน แต่ที่ระบุได้แน่ ๆ ก็คือเป็นภารกิจต่อต้านการก่อการร้าย” ผู้การฮิวจ์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ผิดกับตอนแรกลิบลับ
          “ฮะ? ก่อการร้าย!!? เป็นภัยต่อความมั่นคง!!? ในยุคของเมทรียาเนี่ยะนะ!!?”

 

          ฉันค่อนข้างแปลกใจกับสิ่งทีผู้การกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 3 มาแล้ว มนุษยชาติอย่างพวกเราที่เหลือรอดก็ได้รวมประเทศเข้าด้วยกันจนเป็นประเทศเดียวที่ชื่อว่า เมทรียา[1] ซึ่งไม่เคยมีการก่อการร้ายมาก่อน เนื่องด้วยผู้คนที่อยู่ที่นี่ต่างมีวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกันเหมือนพี่น้อง มีกฎหมายและระบบอำนาจตุลาการที่เข้มงวดเด็ดขาดและมีความยุติธรรมสูงมาก จึงไม่น่าจะมีใครกล้าท้าทายอำนาจเพื่อก่อการร้ายในเมทรียาได้เลย และแน่นอนว่าหากมีการก่อการร้ายเมื่อไหร่ องค์การสหประชาชาติ (ที่แม้ในเวลานี้จะมีประเทศเหลืออยู่เพียงประเทศเดียวบนโลก) ต้องไม่นิ่งนอนใจและให้ IASF ออกปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอย่างแน่นอน

 

          “จากที่ทางหน่วยได้รับข่าวกรองมา มันเป็นภัยต่อความมั่นคงจริง ๆ แต่มันไม่ใช่เป็นการก่อการร้ายแบบโจ่งแจ้งหรอก…มันมาในรูปแบบภัยแฝงมากกว่า” ผู้การฮิวจ์อธิบาย
          “ภัยแฝง?” ฉันรู้สึกสะกิดใจกับคำ ๆ นี้มาก เพราะตลอดมาไม่เคยมีภารกิจไหนที่เป็นภัยแฝงมาก่อน แล้วทหารสายบู๊อย่างฉันจะรับมือไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน
          “ใช่… แต่ตอนนี้ผมยังบอกรายละเอียดอะไรมากไม่ได้ เอาเป็นว่าอีก 2 วันให้มาที่ศูนย์บัญชาการก็แล้วกัน แล้วถ้าผลวิเคราะห์ออกมาว่ามันเป็นภัยความมั่นคงระดับสูงละก็…คุณคงได้ลงปฏิบัติการเต็มตัวเหมือนสมัยสงครามโลกอีกรอบแน่…”
          “เอาเถอะค่ะ… ลุยมั้ยฉันไม่สนใจหรอก หน้าที่ก็คือหน้าที่อยู่แล้ว” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ
          “เยี่ยมเลย! เพราะแบบนี้แหละคุณถึงได้เลื่อนชั้นยศสูงได้เร็วน…ฮะ?…รอแป๊บนะมาเนีย…” ระหว่างที่คุยอยู่นั้น ผู้การฮิวจ์ก็ได้พักสายแล้วหันไปคุยกับใครสักคนอยู่พักหนึ่ง และฉันก็ละมือซ้ายที่กอดอกอยู่มาม้วนปลายผมเล่นไปพลาง ๆ

 

          ระหว่างนั้นเอง ในสายโทรศัพท์ฉันก็ได้ยินเสียงของผู้การฮิวจ์และคนอื่น ๆ กำลังคุยกันอยู่ไกล ๆ ดูจากลักษณะแล้วน่าจะเป็นภารกิจที่ค่อนข้างใหม่และเกิดขึ้นอย่างกระทันหันพอสมควรเลยทีเดียว

 

          “…ฮัลโหล ยังอยู่มั้ย?”
          “ค่ะ เมื่อกี๊มีอะไรรึเปล่าคะ?”
          “ข่าวร้ายแล้วล่ะ… เกี่ยวกับภารกิจที่ผมพูดถึงน่ะสิ” ผู้การกล่าว “ผลวิเคราะห์ข่าวกรองออกมาแล้วนะ… ภารกิจนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงระดับร้ายแรงมาก อาจถึงขึ้นทำให้ความมั่นคงของเมทรียาต้องสั่นคลอน ฉะนั้นเรื่องรายละเอียดผมขอไม่พูดในโทรศัพท์ก็แล้วกัน ถ้ายังไงให้มาที่ศูนย์บัญชาการเดี๋ยวนี้เลย”
          “เอ่อ….ค่ะ!” ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันแบบสุด ๆ ทำให้แผนการพักผ่อนยาวของฉันต้องพังลงจนอึ้งพูดอะไรไม่ออก แต่ก็ช่างมันเถอะ ภารกิจสำคัญกว่า
          “อ้อ!! เกือบลืม… ตอนติดต่อศูนย์บัญชาการให้ไปที่ฝ่ายสรรพกำลัง แล้วแจ้งว่าถูกเรียกตัวมาช่วยใน Operation RTO นะ และให้แต่งเครื่องแบบปกติมาเพื่อรายงานตัว ส่วนชุดปฏิบัติการภาคสนามเดี๋ยวผมจะให้ฝ่ายสรรพกำลังจัดหาไว้ให้…” ผู้การทักฉันก่อนที่จะวางสายจากโทรศัพท์
          “ค่ะ! เดี๋ยวฉันจะรีบไปค่ะท่าน” ฉันตอบรับไปในทันทีพร้อมกับวางสายสนทนาจากโทรศัพท์

 

          ดูเหมือนว่าการพักผ่อนของฉันจะต้องสิ้นสุดลงเสียแล้ว แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ภารกิจในหน่วย IASF จะต้องมาก่อน เพื่อไม่ให้มีใครต้องบาดเจ็บล้มตายไปมากกว่านี้ ฉันว่าฉันคงต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกไปศูนย์บัญชาการให้เร็วที่สุดแล้วล่ะ…

 

          ว่าแต่… ทำไมปฏิบัติการนี้ถึงใช้ชื่อว่า Operation RTO กันนะ? แต่ช่างเถอะ…ฉันก็สงสัยอะไรไม่เข้าท่าเลย…

 


หมายเหตุ :

[1] เมทรียา มาจากคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ว่า Maitreya เป็นคำทับศัพท์ของพระนามของพระพุทธเจ้าในอนาคต (พระศรีอริยเมตไตรย) ตามคติความเชื่อของพุทธศาสนิกชน ว่ากันว่ายุคของพระศรีอริยเมตไตรยเป็นยุคที่มนุษย์จะมีชีวิตอยู่อย่างเท่าเทียมกันและไม่เบียดเบียนกัน

 


 

Previous | ตอนที่แล้ว
(N/A)
Next | ตอนต่อไป
“Level 1 – Battlefield”